นอนเต็นท์ติดแอร์ ล่องแพริมแม่น้ำแคว ที่ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี

ช่วงนี้ใครเบื่อเที่ยวทะเลแล้ว ลองเปลี่ยนมาเที่ยวภูเขา นอนเต็นท์ริมฝั่งแม่น้ำกันดูไหม? หลายคนคิดว่านอนเต็นท์ต้องลำบากแน่นอน แต่ที่ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี นี้จะทำให้เพื่อนๆ ติดใจแน่นอน เพราะเป็นเต็นท์ติดแอร์ แถมวิวริมแม่น้ำแคว ได้บรรยากาศสุด!

เราไม่ได้ต้องการที่นอนห้าดาวสวยหรู เราไม่ต้องการความไฮเทคของสถานที่นั้นๆ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ การเข้าหาธรรมชาติ และอยากได้ยินเสียงธรรมชาติรอบข้าง เพราะเรามีความเชื่อว่า ธรรมชาติคือสิ่งบำบัดให้กับตัวเราเอง วันนี้เรามานอนเต็นท์ค่ะ และก็เป็นเต็นท์ติดแอร์ด้วยนะ อยู่ภายใต้ธรรมชาติห้อมล้อม เป็นเต็นท์ที่ติดอันดับ 1 ใน 5 เต็นท์ที่น่านอนที่สุดของไทย ที่แห่งนี้ Mida Resort Kanchanaburi

การเดินทางมายัง ไมด้า รีสอร์ท กาจนบุรี ของเราในครั้งนีด้วยรถยนต์ส่วนตัวค่ะ โดยการวิ่งยาวๆ เส้นนครปฐม-บ้านโป่ง มาถึงแยกแสงชูโตและเลี้ยวขวา ผ่านตัวเมืองกาญจบุรียาวๆ คือทางตรงอย่างเดียวนะ ไม่ว่าจะจะไฟแดงกี่แยกก็ตาม ซึ่งระหว่างทางจะมีป้ายคัตเอาท์ของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจุบุรี โชว์ผืนใหญ่เด่นชัดมาก

ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี มีแบบพักเต็นท์ และเพิ่งเปิดเฟสใหม่ มีตึกใหม่ 3 ตึก ห้องพักรวม 90 ห้อง มองเห็นวิวแม่น้ำและภูเขา มีสระว่ายน้ำ และห้องประชุมสัมมนาใหญ่

จุดเช็คอินแรก ที่เรามาถึง Mida Resort Kanchanaburi คือกิจกรรมสุดชิลของที่นี่ กิจกรรมลงแพ ที่นี่มีทำเลที่ตั้งติดแม่น้ำแควใหญ่ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราอยากแนะนำค่ะ ซึ่งการลงแพมีวันละ 2 รอบ คือ 13.00 น. และ 15.00 น. ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในวันนั้นด้วยนะคะ

พร้อมแล้วๆ พร้อมกันหรือยัง ชูชีพช่วยได้

ทาง ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี จะมี ทีม Lifeguard สุดแกร่งคอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้กับลูกค้าทุกคนในกิจกรรมนี้หากถามว่า การลอยคอ ล่องแพ ลอยตามน้ำดีอย่างไร เราตอบได้ว่า เสมือนปลดปล่อย ให้ร่างกายไหลไปตามสายน้ำ ตามธรรมชาติ โดยมีจุดหมายหน้า รออยู่  ความรู้สึกสบายๆ ผ่อนคลาย กับสายน้ำ อีกจุดที่เรียกว่าธรรมชาติบำบัด ความรู้สึกในเวลาล่องลอยนั่นแหละคะ ความสนุกมันอยู่ตรงนั้น ^^

ช่วงเวลา 13.00 น. และ 15.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะตอนเช้า เขื่อนศรีนครินทร์เพิ่งเปิดน้ำจากเขื่อนมาอาจจะมีเศษกิ่งไม้เกาะตามมาด้วยก็ได้  ช่วงบ่ายๆ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่แม่น้ำแควไหลได้เต็มที่ และปลอดภัยที่สุดด้วยเช่นกัน รวมไปถึงความสะอาดของแม่น้ำแคว ในเวลานี้ล่ะค่ะ น่าลงเล่นน้ำเป็นที่สุดแล้วนะ ใส้ ใส ?

ช่วงเวลานี้แหละที่รู้สึก สบายใจที่สุด รับลมเย็นๆ หากใครไม่ได้ลอยคอ ล่องแพ ก็สามารถนั่งเรือชมบรรยากาศได้ทำให้เห็นวิว ทิวทัศน์ รอบๆ รีสอร์ทในช่วงของแม่น้ำแคว และก็ได้เห็น จุดเช็คอินที่สอง ที่ตั้งเต็นท์ติดแอร์ ที่นอนของเราในค่ำคืนนี้ด้วยค่าาา

จุดเช็คอินที่สอง เต็นท์ติดแอร์ ริมแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นที่ตั้งพื้นดินบนฐานฉาบแบบขั้นบันไดโดยมีเต็นท์หลายหลัง เรียงราย และตั้งห่างๆ กัน โดยมีทางเดินแยกเป็นสัดส่วนของของแต่ละโซนนั้นๆหากใครสนใจที่อยากจะนอนเต็นท์แบบเราๆ ขอแนะนำให้เลือกจองหลังติดริมน้ำนะคะ เพราะจะฟินมากกกก

หลังนี้แหละค่าาา ของเราๆ ติดน้ำแควแบบใกล้มากก นอนฟังเสียงน้ำไหล และเสียงแมลงกล่อมทั้งคืน ติดธรรมชาติสุดๆ แต่เดี๋ยวนะ !! นี่มันแท็กซี่หรือป่าว สีเขียวเหลือง เหมือนมากเลยนะ  ว่าไหม 555

 

ไปค่ะ ดูภายในเต็นท์ติดแอร์กันนะคะ  แหวกม่านประตู เปิดซิบเข้าไป กุญแจที่นี่จะได้มาคือเป็นที่ล็อคแบบคล้องค่ะ ค่อนข้างปลอดภัย ภายในเต็นท์กว้าง  และสูงพอๆ ที่เราจะลุกขึ้นยืนได้โดยไม่ต้องกลัวหัวชนมุมบนของเต็นท์แต่อย่างใด

ชุดเครื่องนอนมาตรฐานรีสอร์ททั่วไป โดยมีผ้าเช็ดตัวและชุดคลุม วางอยู่บนฟูกนอน มาอีกฝั่งหนึ่งติดแอร์ เย็นสบาย มีตู้เซฟ และตู้เย็น ในตู้มีน้ำดื่มให้ฟรี 2 ขวดค่ะ ฉากหลังอีกด้านหนึ่งของกระจกเงาจะเป็นที่เก็บเสื้อผ้า แขวนเสื้อผ้าไว้นะคะ เราไม่ได้ถ่ายรูปมา

มีเบาะโฟมขนาดใหญ่ให้นอนเล่นตรงกลางเต็นท์ เอาไว้ชิมวิว หรือนอนเล่นเฟสบุ๊ค แบบเพลินๆ ไปเล้ยยย อ้อมี Free Wi-Fi ให้ด้วยค่ะ แต่เต็นท์ที่เรานอนอยู่นี้หลุดๆ ดับๆ อ่ะนะ หลังอื่นเราไม่แน่ใจนะคะ

พูดถึงเรื่องราคาเต็นท์ เราขอเข้าเวปจองโดยตรงกับทางรีสอร์ทมาให้ดูนะคะ เราใส่วันที่จองไป 5-6 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ ราคาจากเวปโดยตรงอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท ถ้ารวมอาหารเช้าก็ 2,100 บาท เบอร์โทรติดต่อค่ะ 02-574-3636

เต็นท์หลังบนที่ขึ้นเนินตามขั้นบันได สีสันอื่นๆ บ้าง และไปดูห้องน้ำกันค่ะ

ดูเต็นท์ริมน้ำแควแล้วมาดูห้องน้ำในกลุ่มเต็นท์กันบ้างคะ แต่ห้องน้ำไม่ได้อย่ริมน้ำนะ แต่ใกล้ๆ กันในโซนเต็นท์ด้วยกัน ห้องน้ำแยกชาย-หญิง แยกห้องส้วมกับห้องอาบน้ำออกจากกันมีหลายห้อง และเพียงพอต่อลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างแน่นอนค่ะ

ภายในห้องน้ำนี่สร้างอิงแบบธรรมชาติมาก อย่างเช่นห้องอาบน้ำนี่หลังคาห้องน้ำจะเปิดครึ่งหนึ่งด้วยนะคะ เรียกว่า อาบน้ำเย้ยฟ้าท้าตะวันกันได้เลยแหละ 555 มีให้เลือกระหว่างตุ่มอาบน้ำกระบวยตักน้ำ หรือจะเป็นแบบฝักบัวเรนชาวเวอร์ก็ได้ทั้งนั้น ส่วนเรานะเหรอ ไม่ได้ใช้กระบวยตักอาบมานานแค่ไหนแล้วไม่พลาดๆ ชอบๆ เราออกมาอาบน้ำตอนเที่ยงคืนด้วยซ้ำนะ เย็นสบายตัวมาก 555

และในช่วงบรรยากาศยามเย็นเช่นนี้ ต้องไม่พลาดริมน้ำแควใหญ่ กับมุมที่ฟินที่สุด River Romance เป็นมุมที่โรแม๊นซ์ที่สุดที่เราจะมานั่ง Dinner กันตรงนี้ค่ะ และมุมนี้จะเปิดแค่วันศุกร์ ถึงวันอาทิตย์เท่านั้นนะคะ ใครมาวันอื่นอดนะเออ

มาถึงถิ่นเมืองกาญ ก็ต้องสั่งอาหารพื้นเมืองของกาญจบุรีด้วยนะคะ พนักงาน ส่วนมากในรีสอร์ทนี้จะเป็นคนพื้นที่เกือบทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลคือทางรีสอร์ทต้องการกระจายรายได้ให้ชาวพื้นที่ และคนในพื้นที่ย่อมรู้เรืองราวถิ่นของตนได้ดีกว่าด้วย เวลาลูกค้าหรือแขกที่มาเข้าพักสอบถาม ก็สามารถตอบให้ได้เลยค่ะ  และอาหารในช่วง Dinner มื้อนี้ มีรสชาติกลางๆ ไปยังจัดจ้าน ตามสไตล์

เริ่มจาก แกงป่าไก่บ้าน  แต่เดี๋ยวนะ จะมันๆ ไปไหนเนี่ย 555 แบบว่าต้นตำหรับของพื้นบ้าน กาญจนบุรีเค้าจริงๆค่ายกมาทั้งหม้อดินกลิ่นหอมๆ กันเลย

ปลารากกล้วยทอด จานนี้ก็อร่อยมากกก ปลาตัวเล็กๆ ทอดมาตอนกรอบๆ ร้อนๆ นี่หละคะ อร่อยเคี้ยวเพลินไม่ต้องมองข้าวสวยเลยก็ยังได้

แกงเลียงมอญ นี่ก็เช่นกันอาหารพื้นบ้านเมืองกาญฯ เค้า เห็นแกงเลียงมาหลายแบบเพิ่งรู้ว่า แกงเลียงมอญที่นี่เขาใส่กะทิด้วยนะคะ

ปลาแรดเขื่อนทอดสองแคว (ซอสทอดน้ำปลา กับ แกงเขียวหวาน) จานนี้แนะนำเลยค่าาา ปลาเป็นชิ้นๆ ใหญ่ๆ ทอดมากรอบมากจิ้มทานได้เลยกับซอยน้ำปลาหรือแกงเขียวหวาน อร่อยทั้งคู่ค่ะ เนื้อปลาพูนอิ่มมากด้วย จานนี้อยู่ตรงหน้าเรานานไปหน่อย เกลี้ยงค่ะ 555

และบรรยากาศยามค่ำคืนรอบๆ River Romance  ค่ะ ^^

นอกจากโซน River Romance แล้วยังมีห้องอาหาร The Terrace ของไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรี สำหรับทานอาหารค่ำ และอาหารเช้าที่นี่ค่ะ ร่มรื่นแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เพียบ

ยามค่ำคืนกับสระว่ายน้ำใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี และบริเวณรอบๆ สระว่ายน้ำจะมีห้องพัก Type ต่างๆ ของที่นี่นะคะ ไว้พรุ่งนี้เราจะแวะมาเก็บภาพให้ชมกันต่อค่าา สำหรับคือนนี้เรานอนที่เต็นท์ติดแอร์  นอนฟังเสียงน้ำไหล นอนฟังเสียงแมลงร้องระงมกันทั้งคืน คือรู้สึกได้เลยว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจริงๆ ค่ะ ถามตัวเองว่า นานแค่ไหนแล้วที่เราไมไ่ด้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบนี้ ^^

ยามเช้าตรู่พระอาทิตย์ทอแสงขึ้นมาแล้ว ตรงริมน้ำแควจะมีหมอกบางจางๆ ที่เห็นได้จากน้ำแควไหญ่ตรงท่าน้ำนะคะจะสังเกตได้เลยว่าน้ำลดลงไปอย่างมาก เนื่องจากช่วงเวลากลางคืน ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 8 โมงเช้าอีกวันหนึ่ง เชื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแควใหญ่ปิดประตูน้ำไว้ เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าค่ะ และจะเปิดอีกทีในตอน 8 โมงเช้า นันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมลอยคอล่องแพจัดขึ้นในช่วงบ่ายๆ เพราะต้องรอให้น้ำไหลมาอย่างเพียงพอก่อน

แต่เราว่า ตอนเช้าๆ นี่น้ำก็ไหลมาเรื่อยๆ อย่างเพียงพอในระดับหนึงแล้วเช่นกันนะคะ  เป็นช่วงเวลาที่เราออกมาเดินเล่น ริมแม่น้ำ นั่งเล่นชิงช้า หยุดนิ่งกับตัวเอง มองสายน้ำไหลผ่านไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แบบนี้แหละค่ะ ปล่อยไปกับฉากตรงหน้า มันสบายใจที่สุดแล้ว ณ เวลานี้

อาหารเช้ามื้อนั้นสำหรับเราถือว่ากลางๆ นะคะ ไม่ได้น้อยมาก และไม่ได้เยอะมากมายเท่าไหร่ แต่ก็สามารถตอบโจทย์ได้ครบเช่นกัน สำหรับมื้อเช้าของวันใหม่ที่นี่ค่ะ โดยจะได้บัตรทานอาหารเช้าตั้งแต่ตอนที่เช็คอินหน้า Front มาในตอนแรกๆ ห้องละ 2 ใบ ซึ่งเต็นท์ที่เรานอนนี้ค่าที่พักก็รวมอาหารเช้าด้วยแล้ว

ภายในบริเวณ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี จะมีต้นไม้สูงใหญ่ปลูกไว้รายรอบ รวมทั้งต้นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติด้วยเช่นกัน เห็นเล่าว่า ไม่มีนโยบายที่จะตัดต้นไม้แต่เดิมออกนะคะ ซึ่งเราสังเกตได้เลยว่าตั้งแต่ขับรถเข้ามาในเขตบริเวณรีสอร์ท ตั้งแต่ปากทางเข้าถนนใหญ่ จะมีต้นไม้สองข้างทางเยอะมากกกก เรียกว่าทั้งป่าเลยก็ว่าได้

สายๆ ของวันนั้นเราถือโอกาสเดินเล่นและไปเก็บภาพห้องพัก Type อื่นๆ ของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรีเพิ่มเติมค่ะมีทั้ง Superior Room / Deluxe Room

ภายในห้องพัก จะตกแต่งแบบเรียบง่าย โทนสีขาวสะอาดตา อุปกรณ์และของใช้ภายในห้องพักครบถ้วนเหมือนรีสอร์ททั่วไป พอเปิดม่านจะเจอต้นไม้และน้ำแควใหญ่ไหลผ่านอีก ฟิน!!

อีกหนึ่ง Type ที่พักของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรี  Pool Villa ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง มีแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอนค่ะ  โดยแบบ 1 ห้องนอนในไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรี มี 4 หลังและแบบ 2 ห้องนอนมี 1 หลังเท่านั้นค่ะ

Pool Villa รั้วรอบขอบชิดมีทางเข้าออกเป็นส่วนตัวทุกหลัง และสระว่ายน้ำเล็กๆ บนพื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัวของ Pool Villa แต่ละหลัง เราเห็นแล้ว แบบอยากจัดปาร์ตี้น่ะ 555

ภายในห้องพักที่แยกโซนเป็นสัดส่วนไว้อย่างชัดเจนทั้ง one bedroom  และ two bedroom กั้นโซนตรงกลางด้วย ครัวเล็กๆ และห้องนั่งเล่น โต๊ะทานข้าว

เดินมาดูห้องพักแบบสุดท้ายอีกที่หนึ่ง  บ้านร่มไม้ทีนี่จะมี 2 หลังค่ะ พักได้ถึง 10 คน ห้องน้ำ 3 ห้อง มาเป็นแกงค์ มาเป็นก๊วน หรือกลุ่มสัมมนาใหญ่ๆ ก็อยู่ร่วมกันได้เล้ยยย

แต่ ? สำหรับเรา การเลือกมาพักในครั้งนี้ เลือกที่จะสุขกับความเป็นธรรมชาติมากกว่า คงไม่แปลกใจที่บางครั้งเราจะนั่งนิ่งๆ เดินช้าๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามธรรมชาติแห่งนั้น แต่เรากลับรู้สึกสบายใจอย่างน่าปะหลาด เราจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ในทุกการเดินทาง ที่ได้อยู่กับตัวเอง ?

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล Facebook RinSa YoyoLive (https://www.facebook.com/RinsaYoyoliveTravelBlogger/)



บทความแนะนำ